1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (1 votes, average: 5.00 out of 5)
Loading...

วิจัยการต่อต้านเนื้องอก สปอร์เห็ดหลินจือ

Cancer Letters 182 (2002) 155-161
Antitumor activity of the sporoderm-broken germinating spores of Ganoderma lucidum
Xin Liua, Jian-Ping Yuana, Xiao-Jun Chenb
aFood Engineering Research Center of State Education Ministry, Zhongshan University, Guangzhou 510275, People’s Republic of China
bCancer Institute, Sun Yat-Sen University of Medical Sciences, Guangzhou 510060, People’s Republic of China

การต่อต้านเนื้องอกของสปอร์เห็ดหลินจือแตกตัว
(เอกสารแปล)

บทคัดย่อ

การศึกษาผลของการออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งตับ และเนื้อเยื่อมะเร็ง Sarcoma S-180 และ reticulocyte sarcoma L-II ในหนู ของ (1) สปอร์แห้ง (2) สปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์ (3) สปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์และผ่านการทำให้แตกตัว (SBGS) และ (4) น้ำมันสกัดจากสปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสปอร์ของเห็ดหลินจือสายพันธุ์สีแดง

สปอร์แห้งสามารถถูกกระตุ้นให้ออกฤทธิ์ได้โดยการนำไปเพาะ ในบรรดาสปอร์ทั้ง 4 ชนิด สปอร์ที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ผ่านการทำให้แตกตัว (SBGS) จะออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้สูงสุด ในการทดลองที่มีการควบคุมปริมาณการให้สปอร์ พบว่าทั้งน้ำมันสกัดจากสปอร์ที่ยังมีชีวิตและสปอร์ที่กะเทาะเปลือกให้แตกตัว (SBGS) จะส่งผลในการต่อต้านเนื้อเยื่อมะเร็งอย่างชัดเจน และสามารถต่อต้านเนื้อเยื่อมะเร็งทั้งสามชนิดได้ถึง 80-90%

1.บทนำ

ในประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกมีการใช้เห็ดหลินจืออย่างแพร่หลายเป็นยาจีนแผนโบราณ เพื่อการป้องกันและรักษาโรคหลายๆ ชนิด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดลมอักเสบ โรคข้อต่ออักเสบ โรคประสาทที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคมะเร็งตับ โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัส โรคไต โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคที่มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง โรคคลอเรสเตอรอลสูง โรคระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรครอยแผลเป็นบนผิวหนัง (Scleroderma) [1-7] ด้วยคุณสมบัติในการต่อต้านเนื้องอก และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ประกอบกับไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้มีความเป็นไปได้มากที่เห็ดหลินจือจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันร่างกายจากปฏิกิริยา oxidation และโรคที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาดังกล่าว [8]

การรับประทานเห็ดหลินจือนั้นปลอดภัยมากเพราะไม่ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย [11,12]และมีการค้นพบที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการใช้เห็ดหลินจือเพื่อป้องกันโรคต่างๆ สำหรับมนุษย์ [8]

แม้ว่าในประเทศจีนจะมีผู้นำดอกเห็ดหลินจือมาใช้เป็นยาแล้วหลายพันปี แต่สปอร์เห็ดหลินจือเพิ่งจะถูกค้นพบและเริ่มนำมาใช้ในศตวรรษที่ 20 เท่านั้น โดยสปอร์เห็ดหลินจือมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพส่วนใหญ่เหมือนในดอกเห็ดหลินจือ แต่ผลของการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสปอร์เห็ดหลินจือนั้นสูงกว่าดอกเห็ดหลินจือ [13]
ในการศึกษาวิจัยหลายๆ ชิ้นเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่า สปอร์เห็ดหลินจือมีผลในการต่อต้านเนื้องอก [14] และต่อต้านความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายในการกำจัดเชื้อไวรัสอย่างมีนัยสำคัญ [13] อย่างไรก็ตามผลของการต่อต้านดังกล่าวจะค่อนข้างสัมพันธ์อย่างมากกับลักษณะของสปอร์ที่นำมาใช้ ซึ่งสปอร์ที่ถูกทำให้แตกตัวจะเพิ่มประสิทธิภาพของผลการต่อต้านเชื้อไวรัส ในขณะที่สปอร์ที่ไม่ได้ถูกทำให้แตกตัวจะไม่พบผลของการต่อต้านเชื้อดังกล่าวเลย [14]

สปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์และผ่านการทำให้แตกตัว (SBGS) ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเสริมสุขภาพในประเทศจีนสำหรับป้องกันและรักษาโรคระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันคลอเรสเตอรอลสูง โรคประสาทที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคตับ โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาผลการต่อต้านเนื้องอกของสปอร์เห็ดหลินจือที่พร้อมเจริญพันธุ์และผ่านการทำให้แตกตัว (SBGS) โดยจะศึกษาผลของสปอร์แต่ละชนิดที่มีผลต่อการเติบโตของมะเร็งตับและเนื้อเยื่อมะเร็ง sarcoma S-180 และ reticulocyte sarcoma L-II ในหนู

2.สิ่งที่ใช้ในการทดลองและวิธีทดลอง

2.1.ต้นและสปอร์เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือที่เพาะปลูกในบริเวณป่าที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ในเขต Fujian ของประเทศจีนซึ่งก่อตั้งโดย Food Engineering Research Center of State Education Ministry และ Guangzhou Green- Enhan Bio-Engineering Co., Ltd. สปอร์ของเห็ดหลินจือที่เก็บมาและกระตุ้นโดยการนำมาเพาะ จากนั้นสปอร์ของเห็ดหลินจือที่พร้อมเจริญพันธุ์จะถูกทำมาทำให้แตกตัวด้วยอัตราการแตกตัวสูงถึง 99.8% สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจะถูกสกัดจากสปอร์ SBGS โดยกรรมวิธี supercritical carbon dioxide extraction เพื่อที่จะเปรียบเทียบผลของสปอร์แห้ง จึงมีการซื้อผลสปอร์แห้งมาจากร้านขายยาในเขตพื้นที่

2.2.สัตว์ทดลอง
หนูทดลองอายุเจ็ดสัปดาห์ที่มีน้ำหนักระหว่าง 20 ถึง 22 กรัมมาจาก Guangdong Laboratory Animals Resourch Center, Guangzhou ประเทศจีน โดยหนูทั้งหมดจะปราศจากโรคและถูกเลี้ยงในสภาพธรรมดาที่ถูกให้อาหารมาตรฐานของทางห้องทดลองอย่างเต็มที่ คือ ผลไม้กวนอัดก้อนและน้ำ

2.3.เซลล์เนื้องอกและสารเคมี
เซลล์มะเร็งตับ hepatoma, เนื้อเยื่อมะเร็ง sarcoma S-180 และ เนื้อเยื่อมะเร็ง reticulocyte sarcoma L-II ในหนูได้รับมาจากสถาบันมะเร็ง Sun Yat-Sen University of Medical Sciences. เครื่องฉายแสง (CTX) มาจาก Shanghai No.12 Pharmaceutical Factory เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
2.4.วิธีการทดลอง
เซลล์มะเร็งตับ เนื้อเยื่อมะเร็ง sarcoma S-180 และ เนื้อเยื่อมะเร็ง reticulocyte sarcoma L-II ในหนูจะถูกฉีดเข้าทางช่องท้องและเพาะเลี้ยงในตัวหนู จะมีการเก็บของเหลวในช่องท้องในวันที่ 7 หลังจากมีการปลูกถ่ายเซลล์เนื้อเยื่อมะเร็งเข้าไปในหนูทดลอง จากนั้นเซลล์เนื้องอกจากของเหลวในช่องท้องจะถูกทำให้เจือจางเพื่อให้ได้สารแขวนลอยที่มีความเข้มข้น 5×107 เซลล์/มิลลิลิตร ในการทดลองจะฉีดสารแขวนลอย 0.2 มิลลิลิตร (1×107 เซลล์) เข้าไปใต้รักแร้ด้านขวาของตัวหนูโดยการใช้อีเทอร์เพื่อให้เกิดอาการชาและไม่เจ็บปวด

หนูที่ทำการปลูกถ่ายเซลล์เนื้อเยื่อมะเร็งจะถูกสุ่มนำมาทำการทดลองทั้งหมด 8 กลุ่ม (ใช้หนู 10 ตัวต่อหนึ่งกลุ่ม) โดยมีค่าเฉลี่ยของน้ำหนักตัวแต่ละกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน ภายหลังการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อมะเร็ง 24 ชั่วโมง หนูจะถูกทำการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ที่กำหนดผ่านทางท่ออาหารเป็นเวลาติดต่อกัน 7 วัน ดังนี้
กลุ่ม 1 : หนู 10 ตัว จะได้รับเฉพาะน้ำเกลือ 20 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ต่อวัน
กลุ่ม 2 : หนู 10 ตัวจะได้รับการฉายแสง 20 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ต่อวัน
กลุ่ม 3 : หนู 10 ตัวจะได้รับผงสปอร์แห้งของเห็ดหลินจือ 8 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน โดยแบ่งให้ 2 ครั้ง
กลุ่ม 4 : หนู 10 ตัวจะได้รับผงสปอร์เห็ดหลินจือที่พร้อมเจริญพันธุ์ 8 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน โดยแบ่งให้ 2 ครั้ง
กลุ่ม 5 : หนู 10 ตัวจะได้รับผงสปอร์เห็ดหลินจือแตกตัว SBGS 2 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน โดยแบ่งให้ 2 ครั้ง
กลุ่ม 6 : หนู 10 ตัวจะได้รับผงสปอร์เห็ดหลินจือแตกตัว SBGS 4 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน โดยแบ่งให้ 2 ครั้ง
กลุ่ม 7 : หนู 10 ตัวจะได้รับผงสปอร์เห็ดหลินจือแตกตัว SBGS 8 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน โดยแบ่งให้ 2 ครั้ง
กลุ่ม 8 : หนู 10 ตัวจะได้รับน้ำมันสกัดจากสปอร์เห็ดหลินจือแตกตัว SBGS 5 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน
หลังจากนั้นวันที่ 8 (1 วันหลังจากให้การรักษาวันสุดท้าย) หนูทดลองทั้งหมดจะถูกฆ่าเพื่อนำเซลล์เนื้องอกมาชั่งน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการต่อต้านเนื้องอกของสารทดลองที่ใช้จะถูกประเมินจากน้ำหนักของเนื้องอกที่ลดลงและผลการต่อต้านของมัน
2.5.การวิเคราะห์เชิงสถิติ
ความแตกต่างของผลการทดลองในแต่ละกลุ่มจะถูกวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบเชิงซ้อน multiple comparison โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน (analysis of variance) โดยค่าการทดลองที่ได้จากแต่ละกลุ่มจะถูกพิจารณาว่าอยู่ในระดับที่มีความสำคัญก็ต่อเมื่อค่า P น้อยกว่า 0.05 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มหนูทดลองกลุ่มที่ 1 (กลุ่มที่ให้เฉพาะน้ำเกลือ)

3.ผลการทดลอง

ลักษณะโดยทั่วไปของเห็ดหลินจือจะประกอบด้วยกลุ่มสารอาหารต่างๆ หลายชนิด ซึ่งแต่ละกลุ่มจะทำงานทั้งแบบเป็นอิสระและทำงานร่วมกันในการแสดงผลออกฤทธิ์ทางยาของเห็ดหลินจือ [10] ดังนั้นในการศึกษาครั้งนี้จึงใช้สารทั้งหมดที่ได้จากการสกัดสปอร์เห็ดหลินจือที่พร้อมเจริญพันธุ์เพื่อใช้ในการทดลอง เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วยาแผนโบราณจะถูกนำมาใช้โดยการรับประทาน ดังนั้นผลการต่อต้านมะเร็งของสปอร์เห็ดหลินจือในการศึกษาครั้งนี้จึงได้ทำการทดสอบโดยใช้การรับประทานเช่นกัน

เซลล์มะเร็งตับ เนื้อเยื่อมะเร็ง sarcoma S-180 และ reticulocyte sarcoma L-II ในหนู ซึ่งทั้ง 3 ชนิดเป็นลักษณะของเซลล์เนื้องอกที่ผิดปกติ มักจะถูกใช้ในการศึกษาผลการต่อต้านเนื้องอกของยา ในการศึกษาครั้งนี้ จะให้หนูกินสปอร์เห็ดหลินจือเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 7 วันโดยเริ่มจากวันที่ตรวจพบการเจริญเติบโตของเนื้องอกทั้งสามชนิดที่ถูกเพาะในตัวหนู

น้ำหนักของเนื้องอกจะถูกบันทึกหลังจากมีการให้สปอร์เห็ดหลินจือและการฉายแสงติดต่อกัน 7 วัน ดังแสดงในรูป 1-3 ตามลำดับ โดยน้ำหนักของเนื้องอกสำหรับกลุ่มที่ 1 (ได้รับเฉพาะน้ำเกลือ) หลังจากการทดลองแล้ว 7 วันจะอยู่ที่ 1.78+/-0.13 กรัม สำหรับเนื้องอกมะเร็งตับ 2.17+/-0.16 กรัม สำหรับเนื้อเยื่อมะเร็ง sarcroma S-180 และ 2.21+/-0.21 กรัม สำหรับเนื้อเยื่อมะเร็ง reticulocyte sarcoma L-II

จากผลการทดลอง แสดงให้เห็นว่า สปอร์เห็ดหลินจือสามารถลดน้ำหนักของเนื้องอกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับสปอร์ โดย
: กลุ่มที่ได้รับสปอร์แห้ง (ปริมาณ 8 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน) จะลดน้ำหนักของเนื้องอกเหลือ 81.0-83.2% ของน้ำหนักเนื้องอกของกลุ่มที่ไม่ได้รับสปอร์
: กลุ่มที่ได้รับสปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์ (ปริมาณ 8 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน) จะลดน้ำหนักของเนื้องอกเหลือ 64.1-64.7% ของน้ำหนักเนื้องอกของกลุ่มที่ไม่ได้รับสปอร์

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์จะให้ผลออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูงกว่าสปอร์แห้ง การเพิ่มการออกฤทธิ์ของสปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์สามารถทำได้โดยการเพิ่มปริมาณสารอาหารที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพและเพิ่มการผลิตของสารประกอบออกฤทธิ์ใหม่ๆ ในสปอร์ สำหรับสปอร์แห้งก็นำมากระตุ้นหรือเพาะ

ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าจากสปอร์ที่รับประทานในปริมาณที่เท่ากัน (8 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน) ชนิดของสปอร์ที่รับประทานเข้าไปจะมีความสัมพันธ์ต่อการออกฤทธิ์ต่อต้านเนื้องอก โดย สปอร์แตกตัว SBGS นั้นมีผลต่อการเจริญเติบโตของเนื้องอกสูงกว่าสปอร์แบบอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด และผลการต่อต้านเซลล์เนื้องอกของสปอร์แตกตัว SBGS จะมีมากขึ้นเมื่อเพิ่มปริมาณของสปอร์ที่รับประทานเข้าไป ดังที่แสดงในรูปที่ 1-3 จะเห็นว่าการรับประทานสปอร์เห็ดหลินจือแตกตัว SBGS (8 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน) จะสามารถลดน้ำหนักของเนื้องอกลงเหลือเพียง 14.1, 18.5 และ 16.6% ของน้ำหนักเนื้องอกของกลุ่มที่ไม่ได้รับสปอร์ ในขณะที่สปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์ (8 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน) จะลดน้ำหนักของเนื้องอกได้เหลือ 64.3, 64.7 และ 64.1% ของกลุ่มที่ไม่ได้รับสปอร์ ดังนั้นจากผลการทดลองจึงระบุได้ว่าร่างกายสิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถนำสารอาหารที่ออกฤทธิ์ในสปอร์มาใช้ได้อย่างสมบูรณ์หากสปอร์ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำให้แตกตัว

นอกจากนั้นในระหว่างการรักษายังมีการพบสปอร์ทั้งชิ้น (whole spores) ในอุจจาระของมนุษย์และสัตว์ที่รับประทานสปอร์ที่ไม่ได้ผ่านการแตกตัวเข้าไป เราจึงระบุได้ว่าสปอร์นั้นไม่สามารถถูกย่อยสลายโดยน้ำย่อยของสิ่งมีชีวิต และจากการวิจัยก่อนหน้านี้ก็ไม่พบผลออกฤทธิ์ของสปอร์ที่ไม่แตกตัวต่อเซลล์มะเร็ง (HeLa cells) [14] ในการทดลองหลอดแก้ว อย่างไรก็ตามจากผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าสปอร์ที่ไม่แตกตัว โดยเฉพาะสปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์ก็ยังมีการออกฤทธิ์ทางชีวภาพในร่างกายสิ่งมีชีวิตแม้ว่าจะออกฤทธิ์ต่อต้านเนื้องอกได้น้อยกว่าก็ตาม

เพื่อที่จะศึกษาเพิ่มเติมถึงผลของการต่อต้านเนื้องอกของสปอร์เห็ดหลินจือที่พร้อมเจริญพันธุ์ ได้มีการสกัดน้ำมัน (Lipid) ที่เป็นส่วนผสมของสารอาหารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพจากสปอร์แตกตัว SBGS โดยวิธี supercritical carbon dioxide extraction (น้ำมัน 37.5 กรัมได้จากสปอร์แตกตัว SBGS 100 กรัม) หลังจากการให้น้ำมันสกัดกับหนูในปริมาณ 5 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน พบว่า น้ำหนักของเนื้องอกทั้ง 3 ชนิด ลดลงไป 91.0, 89.5 และ 89.3% ของน้ำหนักเนื้องอกของกลุ่มที่ไม่ได้รับสปอร์ ซึ่งผลการต่อต้านเนื้องอกของน้ำมันจากสปอร์แตกตัว SBGS ดังกล่าวสูงกว่าการรักษาโดยการฉายแสงอย่างมาก (รูป 1-3)

รูปที่ 4 ผลการต่อต้านเนื้องอก (%) ชนิด เนื้องอกมะเร็งตับ ( ), เนื้อเยื่อมะเร็ง sarcoma S-180 ( ) และ เนื้อเยื่อมะเร็ง reticulocyte sarcoma L-II ( ) ของน้ำมันที่อยู่ภายในสปอร์เห็ดหลินจือที่พร้อมเจริญพันธุ์เมื่อรับประทานในปริมาณต่างๆ (0-3 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน) และของน้ำมันสกัดจากสปอร์เห็ดหลินจือที่พร้อมเจริญพันธุ์ (5 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน)

รูปที่ 4 แสดงความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำมันสกัดจากสปอร์แตกตัว SBGS ที่รับประทานเข้าไปต่ออัตราการเจริญเติบโตของเนื้องอกทั้ง 3 ชนิด โดยปริมาณน้ำมันในสปอร์แตกตัว SBGS คำนวณโดยคิดเป็น 37.5% จากผลการทดลองจะพบว่า ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะสามารถต่อต้านเนื้องอกได้เพิ่มขึ้น โดยหากใช้สปอร์แตกตัว SBGS 13.4 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน หรือคิดเป็นน้ำมัน 5 กรัม/กิโลกรัม ต่อวัน จะสามารถต่อต้านเนื้องอกทั้งสามชนิดได้ถึงประมาณ 90% ซึ่งแสดงให้เราเห็นว่า น้ำมันสกัดจากสปอร์แตกตัวSBGS และสปอร์แตกตัว SBGS นั้นมีประสิทธิภาพในการต่อต้านเนื้องอกอย่างมาก

นอกจากนั้นเมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว ยังไม่พบความเป็นพิษหรือผลข้างเคียงในการใช้สปอร์เห็ดหลินจือ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะผิวหนัง ขน หรือพฤติกรรมของหนูที่ใช้ในการทดลอง และไม่มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนของน้ำหนักตัวเฉลี่ยของหนูที่ใช้ทดลองในแต่ละกลุ่ม ซึ่งเป็นไปได้อย่างมากว่า สปอร์แตกตัว SBGS ของเห็ดหลินจือจะช่วยยืดอายุให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับ และมะเร็งชนิดอื่นๆ และมีประโยชน์ในแง่ของการรักษาโรคโดยเป็นสารต่อต้านเนื้องอก ไม่ว่าจะใช้เฉพาะสปอร์เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับยาต้านมะเร็งชนิดอื่นๆ

กลไกในการต่อต้านเนื้องอกของเห็ดหลินจือนั้นยังไม่เป็นที่เข้าใจแน่ชัด ในการศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้กล่าวไว้ว่า สารโพลีแซคคาไรด์ในเห็ดหลินจือมีคุณสมบัติในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน ได้แก่ การยืดอายุของเซลล์เม็ดเลือดขาว Lymphocyte เพิ่มปริมาณการสร้างแอนติบอดี้ [15] ต่อต้านความเป็นพิษต่อพันธุกรรม และต่อต้านเนื้อเยื่อมะเร็งต่างๆ [16]

โพลีแซคคาไรด์ที่สกัดจากสปอร์เห็ดหลินจือจะเป็นพวกสารประกอบกลูแคน (complex glucan) ซึ่งภายในโมเลกุลนั้นค่าความสามารถในการแทนที่ (degree of substitution) ของส่วนที่เป็นโซ่หลักและความยาวของโซ่กิ่งในโมเลกุลจะมีความสำคัญต่อการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ [15] โปรตีนอะซิดิกซึ่งอยู่รอบสารโพลีแซคคาไรด์ที่สกัดจากเห็ดหลินจือ จะมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำลายเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง ชนิด 1 และ 2 (herpes simplex virus type 1 & 2) ซึ่งมีการรายงานไว้ว่าการติดเชื้อของ herpes simplex virus type 1 เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภูมิคุ้มกันบกพร่องในร่างกายมนุษย์ [6] ส่วน herpes simplex virus type 2 จะเป็นเชื้อไวรัสที่มีความสามารถในการเปลี่ยนเซลล์ปกติให้เป็นเซลล์เนื้อเยื่อมะเร็ง [17] การค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ยังชี้ให้เห็นว่าผลการต่อต้านเนื้องอกของสารโพลีแซคคาไรด์ในเห็ดหลินจือเป็นผลเนื่องจากการกระตุ้นของเซลล์เม็ดเลือดขาว macrophages และ T-lymphocytes ทำให้ปริมาณการผลิต cytokine ดีขึ้น [18] อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้เห็ดหลินจือในปริมาณระดับหนึ่ง เราจะพบว่าประสิทธิภาพในการต่อต้านเนื้องอกนั้นไม่ได้เกิดจากโพลีแซคคาไรด์เพียงอย่างเดียว น่าจะมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกัน เช่น สารไตรเทอร์พีน

ไตรเทอร์พีน กรดกาโนเดอริค A, B, C และ D กรดลูซิเดนิค B และ ganodermanontriol เป็นสารประกอบหลักที่พบว่ามีผลออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูงกว่าสารประกอบตัวอื่นๆ ในเห็ดหลินจือ [19] สารออกฤทธิ์ในกลุ่มของไตรเทอร์พีนและสเตียรอยด์หลายตัวที่สกัดได้จากเห็ดหลินจือนั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นสารขับพิษ ต่อต้านไวรัส และต่อต้านการอักเสบ [3] ส่วนสารที่มีรสขมบางตัว เช่น กรดลูซิเดนิค A, B, C, D, E, ลูซิโดน A และ กรดกาโนเดอริค B และ C ที่พบในเห็ดหลินจือก็มีผลออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ อีกหลายอย่าง [20,21] กรดกาโนเดอริค α ซึ่งเป็นสารประกอบในกลุ่มของ ไตรเทอร์พีน และ สารประกอบอื่นๆ อีก 12 ชนิด ที่สกัดจากเห็ดหลินจือที่สกัดโดยใช้แอลกอฮอล์ พบว่ามีฤทธิ์เป็นสารต่อต้านเชื้อเอชไอวี-1 [3]
กรดกาโนเดอริค, lucidumol B, ganodermanondiol, ganodermanontriol และ กรดกาโนลูซิดิค A นั้นมีส่วนช่วยต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเอนไซม์โปรติเอสของไวรัสเอชไอวี-1 [13]

กรดกาโนเดอร์มิค S ซึ่งเป็นสารไตรเทอร์พีนอยด์ตัวสำคัญที่สกัดได้จากเห็ด [22] และเป็นน้ำมันที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ [23,24] มีผลในการลดการอุดตันของลิ่มเลือด [2] กรดกาโนเดอริค A ในเห็ดหลินจือ เป็นตัวต่อต้าน β-glucuronidase และช่วยปกป้องตับอักเสบจาก CCl4 [25]

กรดกาโนเดอริค A, B, G และ H และสารประกอบ C6 ที่สกัดจากเห็ดหลินจือก็เป็นสารประกอบที่ช่วยต่อต้านความเจ็บปวด [26] ในผู้ป่วย 2 รายที่เป็นโรคปวดประสาทที่เกิดจากเชื้อไวรัส herpes zoster (จำพวกงูสวัด) และผู้ป่วยอีก 2 รายที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบพุพองขั้นรุนแรง พบว่าอาการเจ็บปวดลดน้อยลงอย่างมากหลังจากที่รับประทานเห็ดหลินจือสกัดในน้ำร้อน [27]

กรดลูซิเดนิค โอ(O), lucidenic lactone และ cerevisterol ในเห็ดหลินจือ เป็นไตรเทอร์พีนอยด์ที่สามารถยับยั้งปฏิกิริยา eukaryotic DNA polymerase [28] เมื่อมีการใช้สปอร์เห็ดหลินจือในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูก พบว่าสามารถช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เนื่องจากสารออกฤทธิ์ในสปอร์อาจจะเป็นตัวป้องกันการสังเคราะห์ DNA ในระยะเริ่มต้นและช่วยลดระดับแคลเซียมในเซลล์ลงอย่างมาก [14]

เห็ดหลินจือยังสามารถกระตุ้นการทำงานและช่วยยืดอายุของยีน cytokine ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocytes [29] ซึ่งความสามารถในการต่อต้านเนื้องอกของเห็ดหลินจือส่วนหนึ่งเป็นผลจากสาร cytokine ที่ถูกหลั่งออกมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocyte และ macorphages เห็ดหลินจือช่วยเสริมสร้างการผลิต cytokine ได้แก่ interleukin-1 interleukin-6, tumor necrosis factor (TNF) และ interferon ซึ่งทำงานร่วมกันในการต่อต้านการเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและทำลายเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว [18]

เห็ดหลินจือยังมีสารประกอบจำนวนมากที่ออกฤทธิ์ต่อสมองซึ่งสามารถเสริมสร้างการแบ่งตัวของเซลล์ประสาทและกลไกภายในระบบประสาทที่ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ประสาท [10] นอกจากนั้นสารแอนตี้ออกซิแดนท์และสารต้านอนุมูลอิสระในเห็ดหลินจืออาจจะมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการเสื่อมสภาพของน้ำมันในระบบทางชีววิทยาของร่างกายจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น [7]

โดยสรุปแล้ว หากนำสปอร์แห้งมาเพาะให้เจริญพันธุ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ของสปอร์ ในการทดลองในห้องวิจัยพบว่าเมื่อสปอร์ถูกทำให้แตกตัวเต็มที่ สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในสปอร์ที่พร้อมเจริญพันธุ์จะถูกปล่อยออกมาและสามารถถูกดูดซึมได้ทั้งหมด ดังนั้น สปอร์แตกตัว SBGS ของเห็ดหลินจือ จึงมีผลในการต่อต้านเนื้องอกอย่างมาก โดยเฉพาะการป้องกันการประทุและการลุกลามของเซลล์มะเร็ง

นอกจากนั้นยังพบว่าสปอร์แตกตัว SBGS ยังช่วยลดความเป็นพิษและผลข้างเคียงของการรักษาโดยการฉายแสงและการทำคีโม ดังนั้นการรักษาโดยการฉายแสงและการทำคีโมควบคู่ไปกับการรับประทาน สปอร์แตกตัวSBGS จะทำให้เกิดผลที่ดี การศึกษาคุณสมบัติในการต่อต้านเนื้องอกของสปอร์แตกตัว SBGS ยังคงอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

เอกสารอ้างอิง
[1] F.C. Yang, Y.F. Ke, S.S. Kuo, Effect of fatty acids on the mycelial growth and polysaccharide formation by Ganoderma lucidum in shake flask cultures, Enzyme Microb. Technol. 27 (2000) 295–301.
[2] C.Y. Su, M.S. Shiao, C.T. Wang, Potentiation of ganodermic acid S on prostaglandin E1-induced cyclic AMP elevation in human platelets, Thromb. Res. 99 (2000) 135–145.
[3] S. El-Mekkawy, M.R. Meselhy, N. Nakamura, Y. Tezuka, M. Hattori, N. Kakiuchi, K. Shimotohno, T. Kawahata, T. Otake, Anti-HIV-1 and anti-HIV-1-protease substances from Ganoderma lucidum, Phytochemistry 49 (1998) 1651–1657.
[4] M. Arisawa, A. Fujica, M. Saga, H. Fukumura, T. Hayashi, M. Shimizu, N. Morita, Three new lanostanoids from Ganoderma lucidum, J. Nat. Prod. 49 (1986) 621–625.
[5] A.L. Weis, Therapeutic effects of substances occurring in higher basidiomycetes mushrooms: a modern perspective, Crit. Rev. Immunol. 19 (1999) 65–96.
[6] Y.S. Kim, S.K. Eo, K.W. Oh, C.K. Lee, S.S. Han, Antiherpetic activity of acidic protein bound polysaccharide isolated from Ganoderma lucidum alone and in combinations with interferons, J. Ethnopharmacol. 72 (2000) 451–458.
[7] G.C. Yen, J.Y. Wu, Antioxidant and radical scavenging properties of extracts from Ganoderma tsugae, Food Chem. 65 (1999) 375–379.
[8] K.C. Kim, I.G. Kim, Ganoderma lucidum extract protects DNA from strand breakage caused by hydroxyl radical and UV irradiation, Int. J. Mol. Med. 4 (1999) 273–277.
[9] S.P. Wasser, A.L. Weis, Medicinal properties of substances occurring in higher Basidiomycetes mushrooms: current perspective (review), Int. J. Med. Mushrooms 1 (1999) 31–62.
[10] W.M.W. Cheung, W.S. Hui, P.W.K. Chu, S.W. Chiu, N.Y. Ip, Ganoderma extract activates MAP kinases and induces the neuronal differentiation of rat pheochromocytoma PC12 cells, FEBS Lett. 486 (2000) 291–296.
[11] S.K. Eo, Y.S. Kim, C.K. Lee, S.S. Han, Antiherpetic activities of various protein bound polysaccharide isolated from Ganoderma lucidum, J. Ethnopharmacol. 68 (1999) 175–181.
[12] S.K. Eo, Y.S. Kim, C.K. Lee, S.S. Han, Antiviral activities of various water and methanol soluble substances isolated from Ganoderma lucidum, J. Ethnopharmacol. 68 (1999) 129–136.
[13] B.S. Min, N. Nakamura, H. Miyashiro, K.W. Bae, M. Hattori, Triterpenes from the spores of Ganoderma lucidum and their inhibitory activity against HIV-1 protease, Chem. Pharm. Bull. 46 (1998) 1607–1612.
[14] H.S. Zhu, X.L. Yang, L.B. Wang, D.X. Zhao, L. Chen, Effects of extracts from sporoderm-broken spores of Ganoderma lucidum on HeLa cells, Cell Biol. Toxicol. 16 (2000) 201–206.
[15] X.F. Bao, C.P. Liu, J.N. Fang, X.Y. Li, Structural and immunological studies of a major polysaccharide from spores of Ganoderma lucidum (Fr.) Karst., Carbohydr. Res. 332 (2001) 67–74.
[16] H.S. Kim, S. Kacew, B.M. Lee, In vitro chemopreventive effects of plant polysaccharides (Aloe barbadensis Miller, Lentinus edodes, Ganoderma lucidum and Coriolus versicolor), Carcinogenesis 20 (1999) 1637–1640.
[17] K.W. Oh, C.K. Lee, Y.S. Kim, S.K. Eo, S.S. Han, Antiherpetic activities of acidic protein bound polysaccharide isolated from Ganoderma lucidum alone and in combinations with acyclovir and vidarabine, J. Ethnopharmacol. 72 (2000) 221–227.
[18] S.Y. Wang, M.L. Hsu, H.C. Hsu, C.H. Tzeng, S.S. Lee, M.S. Shiao, C.K. Ho, The anti-tumor effect of Ganoderma lucidum is mediated by cytokines released from activated macrophages and T lymphocytes, Int. J. Cancer 70 (1997) 699–705.
[19] M. Zhu, Q. Chang, L.K. Wong, F.S. Chong, R.C. Li, Triterpene antioxidants from Ganoderma lucidum, Phytother. Res.13 (1999) 529–531.
[20] T. Nishitoba, H. Sato, S. Sakamura, New terpenoids from Ganoderma lucidum and their bitterness, Agric. Biol. Chem. 49 (1985) 1547–1549.
[21] T. Nishitoba, H. Sato, T. Kasai, H. Kawagishi, S. Sakamura, New bitter C27 and C30 terpenoids from the fungus Ganoderma lucidum, Agric. Boil. Chem. 49 (1985) 1793–1798.
[22] M.S. Shiao, L.J. Lin, Two new triterpenes of the fungus Ganoderma lucidum, J. Nat. Prod. 50 (1987) 886–890.
[23] C.N. Wang, J.C. Chen, M.S. Shiao, C.T. Wang, The aggregation of human platelet induced by ganodermic acid S, Biochim. Biophys. Acta 986 (1989) 151–160.
[24] C.N. Wang, J.C. Chen, M.S. Shiao, C.T. Wang, The inhibition of human platelet function by ganodermic acid S, Biochem. J. 277 (1991) 189–197.
[25] D.H. Kim, S.B. Shim, N.J. Kim, I.S. Jang, b-Glucuronidaseinhibitory activity and hepatoprotective effect of Ganoderma lucidum, Biol. Pharm. Bull. 22 (1999) 162–164.
[26] K. Koyama, T. Imaizumi, M. Akiba, K. Kinoshita, L. Takahashi, A. Suzuki, S. Yano, S. Horie, K. Watanabe, Y. Naoi, Antinociceptive components of Ganoderma lucidum, Planta Med. 63 (1997) 224–227.
[27] Y. Hijikata, S. Yamada, Effect of Ganoderma lucidum on postherpetic neuralgia, Am. J. Chin. Med. 26 (1998) 375–382.
[28] Y. Mizushina, N. Takahashi, L. Hanashima, H. Koshino, Y. Esumi, J. Uzawa, F. Sugawara, K. Sakaguchi, Lucidenic acid 160 X. Liu et al. / Cancer Letters 182 (2002) 155–161

ถูกใจ แชร์เลย!